การมาตรฐานระหว่างประเทศในเรื่องบรรจุภัณฑ์

 

การมาตรฐานระหว่างประเทศในเรื่องบรรจุภัณฑ์
(International Standardization in the Area of Packaging)

1. คำนำ
การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ เริ่มต้นในราวปี ค.ศ. 1950's โดยเกิดขึ้นจากการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งสินค้าระหว่างกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา ต่อมาการแลกเปลี่ยนและพัฒนาเทคโนโลยีด้านบรรจุภัณฑ์ได้แผ่ขยายจากกลุ่มในประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออก
คำว่า  "ประสิทธิภาพ"  เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีด้านบรรจุภัณฑ์มากขึ้น  เนื่องจากตลาดที่กำลังพัฒนาจะมีความต้องการสินค้าใหม่ๆและต้องการความสะดวกรวดเร็วในการขนส่ง       ลำเลียงทาง ซึ่งจะต้องไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่สินค้า
อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ  ได้แก่  การผลิตกระดาษ,  พลาสติก,เหล็ก,แก้ว,ไม้,กาว  และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรสำหรับขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์ต่างๆ  ตามวัสดุที่ใช้ รวมถึงอุตสาหกรรมการบรรจุและการขนส่งด้วย ดังนั้น บรรจุภัณฑ์จึงมีบทบาทกับอุตสาหกรรมอื่นในหลายๆ ด้าน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ, ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์, ผู้ใช้, การขนส่งลำเลียง และผู้บริโภคสินค้า, ตลอดจนผลต่อสิ่ง แวดล้อมและการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น  มูลค่าของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เปรียบเทียบกับมูลค่าอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ต่อปี จะมีมูลค่าโดยประมาณ 500 พันล้านดอลล่าสหรัฐต่อปีของมูลค่าโดยรวมทั้งโลก ซึ่งอาจจำแนกออกเป็น :
  • อุตสาหกรรมการผลิตวัตถุดิบที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์มีมูลค่า ประมาณ 80%
  • อุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบอื่นๆ ของบรรจุภัณฑ์ (เช่น ฝาจุก, สายรัด, กาว เป็นต้น) มีมูลค่าประมาณ 12%
  • อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรสำหรับขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์ มีมูลค่าประมาณ 8%
ประเภทของบรรจุภัณฑ์มีความหลากหลาย  ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าและความต้องการของลูกค้า  ตลาดบรรจุภัณฑ์อาจแบ่งตามวัสดุหลักที่ใช้ ดังนี้
  • บรรจุภัณฑ์ที่ทำด้วยกระดาษและกระดาษแข็ง ประมาณ 36%
  • บรรจุภัณฑ์ที่ทำด้วยพลาสติก ประมาณ 24%
  • บรรจุภัณฑ์ที่ทำด้วยโลหะ ประมาณ 20%
  • บรรจุภัณฑ์ที่ทำด้วยแก้ว ประมาณ 10%
อุตสาหกรรมการผลิตอาหารมีการใช้บรรจุภัณฑ์มากที่สุด   คือ  ประมาณ  60%  ของปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตทั้งหมด ตลาดโลกของบรรจุภัณฑ์อาจแบ่งตามปริมาณการใช้ในแต่ละภูมิภาค ดังนี้
  • ยุโรปตะวันตก ประมาณ 28%
  • อเมริกาเหนือ ประมาณ 27%
  • ญี่ปุ่น ประมาณ 16%
  • เอเซียแปซิฟิก ประมาณ 14%
  • ลาตินอเมริกา ประมาณ 7%
  • ยุโรปตะวันออก ประมาณ 3%
  • ตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ ที่เหลือ ประมาณ 5%
และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์มีอัตราการเจริญเติบโตโดยประมาณ 3% ถึง 4% ต่อปี

2. การดำเนินกิจกรรมด้านการมาตรฐานระหว่างประเทศ "บรรจุภัณฑ์"
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ในฐานะสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ เป็นตัวแทนของประเทศไทยในคณะกรรมการวิชาการขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน(the International Organization for Standardization) เพื่อร่วมพิจารณากำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศในเรื่องต่างๆ โดยอาจเข้าร่วมเป็นสมาชิกประเภทสังเกตการณ์  (Observer Member)  หรือสมาชิกประเภทร่วมทำงาน (Participating Member) สำหรับมาตรฐานในเรื่องบรรจุภัณฑ์  ประเทศไทยเป็นสมาชิกประเภทร่วมทำงานใน  ISO/TC122 : Packaging  เนื่องจากบรรจุภัณฑ์มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตสินค้าบริโภคของประเทศเป็นอย่างมาก
ISO/TC122 ได้พิจารณาผลโดยรวมของการเมือง เศรษฐกิจ  สังคม  เทคโนโลยี  กฎระเบียบ   และองค์ประกอบระหว่างประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นปัจจัยชักนำต่อกิจกรรมของ ISO/TC122 ที่มีผลโดยตรง บางส่วน หรือทั้งหมด ดังนี้
(1) การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็วทำให้มี     การพัฒนาของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่สำคัญในหลายๆ ด้าน พร้อมกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับสวัสดิภาพของสังคม ซึ่งเป็นการสร้างภาระให้แก่สังคมในทุกด้านและผลต่อเศรษฐกิจของคู่ค้าด้วย ดังนั้น กิจกรรมด้านการมาตรฐานของ TC122 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในเรื่องการให้คำแนะนำการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อดำรงค์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและความรุ่งเรืองของประชาคมโลกโดยรวม
(2) บรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์โภคภัณฑ์  (packaging of consumer  products)  มีการพัฒนาและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศที่พัฒนาแล้ว   อันมีผลจากกำลังซื้อที่สูงกว่าและความสามารถในการกระจายสินค้าด้วยตัวเองเทคโนโลยีได้แพร่กระจายไปทั่วโลกและทวีความเข้มข้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง  และจะต้องแผ่ขยายมายังประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผล 2 ประการ กล่าวคือ   เพื่อความอยู่รอดของประเทศที่กำลังพัฒนาจะต้องเพิ่มศักยภาพในการส่งสินค้าออกและต้องมั่นใจว่าการขนส่งสินค้าแก่ผู้นำเข้าได้รับความช่วยเหลือผ่านองค์กรระหว่าง
ประเทศ เช่น UNIDO,  the   International Trade  Center  หรือ  the  World  Packaging Organization
เป็นต้น
(3) ในโลกอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว  เริ่มมีการนำเข้าวัสดุด้านบรรจุภัณฑ์และเครื่องจักรจากประเทศที่กำลังพัฒนาทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนาจำเป็นต้องมุ่งพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วยความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีและการลงทุนร่วมกันอันมีผลเนื่องมาจากปัจจัยสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายในการลงทุนสำหรับการผลิตในประเทศเหล่านี้ต่ำกว่า ซึ่งจะอำนวยความสะดวกการค้าระหว่างประเทศในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ :
    • Food Safety
    • Transport Packages for Dangerous Goods
    • Packaging Waste Regulations
สหภาพยุโรปได้ออกกฎข้อบังคับในเรื่อง   "Packaging  Waste  Regulations"    ซึ่งไม่เพียงแต่เปลี่ยนบทบาทของบรรจุภัณฑ์ในสหภาพยุโรป  แต่มีผลต่อทุกประเทศที่จะทำการค้ากับสหภาพยุโรปในอนาคตอย่างแน่นอน เนื่องจากสินค้าทุกชนิดที่นำเข้าต้องใช้ Transport Packaging  และ Product Packaging ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกฎข้อบังคับของสหภาพยุโรปเช่นกัน
(4) การบรรจุหีบห่อต้องสามารถป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับสินค้า และมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ที่อาจได้รับอันตรายจากสินค้าบางอย่าง ซึ่งขึ้นอยู่กับสมรรถนะของบรรจุภัณฑ์  ดังนั้น บรรจุภัณฑ์จำเป็นต้องมีคุณลักษณะและสมรรถนะที่เหมาะสมกับการใช้งานมาตรฐานระหว่างประเทศ ในเรื่อง คำศัพท์และบทนิยาม (terminology and definitions)สมรรถนะและวิธีทดสอบที่เกี่ยวข้อง  (performance requirements and associated test methods) จะช่วยให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำหนดคุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องชัดเจน รวมทั้งสร้างความมั่นใจและควบคุมคุณภาพในระดับที่ต้องการ
(5) บรรจุภัณฑ์เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา (dynamic) ตามเทคโนโลยีของผู้บรรจุไปจนถึงความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้น มาตรฐานไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ประเภทใหม่ๆ แต่จะต้องช่วยเตรียมเครื่องมือ และวิธีการสำหรับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง การมาตรฐานในสาขาบรรจุภัณฑ์จึงมีวัตถุ
ประสงค์ที่สำคัญๆ ดังนี้
    • การปรับปรุงด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์และเลือกใช้วัสดุ โดยมีสมรรถนะตามที่คาดหมายไว้
    • การปรับมาตรฐานเข้าหากัน (harmonization)  โดยพิจารณาถึงประสิทธิภาพของวิธีทดสอบด้านค่าใช้
      จ่าย (cost effective) และข้อกำหนดทางเทคนิคต้องมีความชัดเจนและไม่คลุมเครือ
    • ความพยายามลดอุปสรรคทางการค้าที่อาจมีขึ้นและอุปสรรคใด ๆ  ที่อาจเป็นการกีดกันบรรจุภัณฑ์รวมถึง
      ผลิตภัณฑ์ที่บรรจุด้วย

3. วัตถุประสงค์ของ ISO/TC122
จากข้อพิจารณาดังข้างต้น ISO/TC122 : Packaging ได้กำหนดวัตถุประสงค์ ดังนี้

(1) พิจารณากำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ ในเรื่องสมรรถนะและคุณภาพวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ทั้งระบบโดยรวม
(2) พิจารณากำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ ในเรื่องข้อกำหนดและวิธีทดสอบบรรจุภัณฑ์ขนส่งสำหรับสินค้าอันตราย (transport packages for dangerous goods) และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยสำหรับ  Flexible Intermediate Bulk Containers (FIBCs)
(3) ต้องมั่นใจว่ามาตรฐานมีความทันสมัยเป็นปัจจุบัน และ แล้วเสร็จทันกับความต้องการใช้งานและการพัฒนาอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในอนาคต
(4) พิจารณากำหนดมมาตรฐานระหว่างประเทศ ในเรื่องเกี่ยวกับกฎระเบียบและข้อบังคับด้านบรรจุภัณฑ์ ขจัดอุปสรรคทางการค้าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเกี่ยวเนื่องด้วยบรรจุภัณฑ์
(5) พิจารณาทบทวนมาตรฐานระหว่างประเทศภายใต้  TC122  ตาม  ISO  Directives  และกรณีที่ต้องแก้ไขปรับปรุงมาตรฐาน จะดำเนินการด้วยความรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อสนองตอบความต้องการของตลาด
(6) ให้ความร่วมมือกับ CEN/TC261 อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง   เพื่อพิจารณาจัดทำมาตรฐานระหว่างประเทศ
ร่วมกัน   หรือ  adopt   มาตรฐานของ  CEN  มาใช้    กรณีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้และต้องมั่นใจว่าได้มีการสื่อสาร
ระหว่าง TC กับบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง

4. ขอบข่ายของ TC261

ครอบคลุมถึงการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศในเรื่องคำศัพท์และบทนิยาม,   มิติ,   ข้อกำหนดด้านสมรรถนะ
และวิธีทดสอบบรรจุภัณฑ์ ยกเว้นเรื่องที่อยู่ในขอบข่ายของ TC อื่นๆ  ดังนี้
TC6     :  Paper, board and pulps
TC52   :  Light gauge metal containers
TC104 :  Freight containers

 

 

แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2009 เวลา 13:32 น. )